บ้านมกรา’52 ในความทรงจำ

-1-

ก่อนหน้านี้สำหรับผม เดือนมกราคมไม่ได้มีอะไรให้จดจำมากไปกว่ามันเป็นเพียงเดือนแรกของปีเท่านั้น นอกจากการเฉลิมฉลองปีใหม่กับบรรดาญาติมิตรที่ใกล้ชิดแล้ว ก็ไม่มีกิจกรรมอื่นใดเป็นพิเศษ จนกระทั่งวันที่ผมก้าวเข้ามาสู่ชุมชน counseling จุฬาฯ เดือนมกราคมได้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมาในชีวิตของผม

ทุกสัปดาห์ที่สามของเดือน บรรดาพี่น้องและมิตรสหายหลากรุ่นหลายวัยจะมารวมตัวกันท่ามกลางบรรดากาศแห่ง มิตรภาพ ร่วมกันแบ่งปันรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และหยาดน้ำตา ก่อเกิดเป็นตำนานบทเล็กๆ ของชาว counseling จุฬาฯ ที่ชื่อว่า “บ้านมกรา” จากครั้งแรกของการรวมตัวกันที่หาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์ บ้านมกราหลังน้อยเดินทางผ่านวันเวลาอันยาวนานจนมาถึงปีที่ 28 ที่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 25 มกราคม 2552

ปีนี้เป็นบ้านมกราปีที่ 4 สำหรับผม แม้ว่าสถานที่จะต่างออกไป แต่บรรยากาศของบ้านยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผมอบอุ่นใจและตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศแห่งมิตรภาพเมื่อแรกก้าวเข้ามาสู่บ้าน หลังนี้ที่ “ไร่ฝันที่เป็นจริง” รีสอร์ตที่โคราช สมบุกสมบันและอบอุ่นมากขึ้นเมื่อก้าวสู่ปีต่อมาที่ “สวนลุงโชค” ท่ามกลางบรรยากาศแห่งธรรมชาติของป่าเขา และมาถึงปีก่อน พวกเรายกโขยงกันไปดื่มด่ำกับคลื่นลมริมทะเลที่ “บ้านเย็นเนซาเร็ธ” ริมหาดเจ้าสำราญ เพชรบุรี และในปีนี้ พวกเรายังคงอยู่ที่เพชรบุรี แต่เปลี่ยนสถานที่จากทะเลเป็นแม่น้ำ “สวนเพชรรีสอร์ต” อยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ที่นี่เป็นสถานที่หนึ่งที่มีความหมายในความทรงจำของผม เพราะในสมัยเรียนปริญญาตรีปี 1 ผมเคยมาถูกรับน้องที่นี่ พร้อมกับปูนและเจ หากครั้งนั้นเป็นงานฉลองจุดเริ่มต้นของชีวิตนักศึกษา การมาที่นี่ในครั้งนี้ก็คงเป็นงานเลี้ยงอำลาของชีวิตในมหาวิทยาลัย ปีนี้พวกเราเดินทางมาถึงปีที่ 4 แล้ว แม้ว่าผมจะเรียนจบไปล่วงหน้า แต่ในใจยังคงรู้สึกอยู่เสมอว่าชีวิตนักศึกษาของตนเองยังไม่สิ้นสุด จนกว่าเพื่อนๆ ในรุ่นทุกคนจะจบพร้อมกันในปีนี้

-2-

ผมเดินทางมาถึงที่นัดหมายเป็นคนท้ายๆ สมาชิกที่จะเดินทางไปด้วยกันนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันบนรถบัส จากกำหนดออกเดินทางตอน 8 โมงเช้า ล้อเริ่มหมุนจริงตอน 9 โมงกว่าๆ ปีนี้สมาชิกที่เดินทางไปพร้อมกันด้วยรถบัสในเช้าวันพฤหัสมีเพียงรุ่นปัจจุบันเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นน้องปีหนึ่งซึ่งนั่งร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานอยู่ท้ายรถ มีพี่เลดี้กับทรายผู้จัดงานที่เป็นปีสองมาคอยดูแลความเรียบร้อย ปีสามมีวิกกี้ หมุ่ย ฝน และสิทธิ์ พี่มหาพาสิทธิ์มาส่งก่อนที่จะตามไปสบทบในวันรุ่งขึ้น เพราะไปช่วยพี่ตามหาข้อมูลวิทยานิพนธ์ เหตุผลที่พี่มหาไม่เดินทางไปด้วยกันในวันแรกนี้ทำให้ผมกับปูนรู้สึกซาบซึ้งใจในมิตรภาพระหว่างพี่น้องของพวกเราเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนปีสี่ที่เดินทางไปกับรถบัสมีเพียงผมกับปูน วูบหนึ่งผมรู้สึกใจหายเล็กๆ ที่รุ่นเราที่มีทั้งหมด 10 คน เหลือเพียงผมและปูนที่อยู่บนรถด้วยกัน เพื่อนๆ ที่เหลือต่างมีภารกิจในชีิิวิตของตน บางคนจะตามมาทีหลัง แต่บางคนก็ไม่มีโอกาสได้มา การรวมตัวกันให้ครบรุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนก่อนแล้ว

รถบัสออกเดินทางได้สักพัก เราเห็นอาจารย์โสรีช์นั่งอยู่ลำพัง จึงชวนกันเข้าไปนั่งคุยกับอาจารย์ อาจารย์โสรีช์เล่าวันเวลาแห่งความหลังของอาจารย์และบ้านมกราให้พวกเราฟัง หลายเรื่องผมเคยได้ยินอาจารย์เล่ามาก่อน แต่เมื่อฟังอีกครั้งก็ยังรู้สึกอิ่มเอมและชื่นชมในตัวตนของอาจารย์ อาจารย์คือความมหัศจรรย์ของชีวิตที่ผมได้มาสัมผัส ไม่น่าเชื่อว่าคนๆ หนึ่งจะเชื่อมโยงและเรียงร้อยหัวใจของผู้คนจำนวนมากเข้าด้วยกันได้อย่างแนบ แน่นและมั่นคงผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน และเป็นต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมในการใช้ชีวิตโดยเป็นแบบอย่างให้ กับผู้อื่น

พวกเรานั่งฟังอาจารย์อย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งรถบัสมาถึงสวนเพชรรีสอร์ตในเวลาเที่ยงกว่าๆ พี่หมอบัลลังค์ กับพี่บ๊ะห์มารอต้อนรับพวกเราอยู่ที่นี่ เมื่อแรกก้าวจากรถบัสลงมา ภาพในอดีตวูบไหวเข้ามาในใจ สวนเพชรรีสอร์ตเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรจาก 8 ปีก่อนที่ผมเคยมาที่นี่ แต่ภาพความหลังครั้งนั้นยังคงชัดเจนในใจ หลังจากเก็บของเข้าที่พัก และทานอาหารเที่ยง ผมก็ได้รับภาระกิจที่ไม่คาดหมาย อาจารย์โสรีช์บอกกับผมว่าอยากให้เปิดบ้านมกราด้วยบรรยากาศที่เป็นวิชาการนิดๆ จึงบอกให้ผมแบ่งปันประสบการณ์และสิ่งที่ตนเองได้รับตลอดช่วงเวลาที่เข้ามาเรียนที่นี่ให้พี่น้องรับฟัง ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เรื่องราวและประการณ์มากมายผุดขึ้นมาในใจจนเรียบเรียงไม่ถูก

พวกเราปูเสื่อนั่งคุยกันที่สนามหญ้าริมแม่น้ำใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในเวลาบ่ายสองโมง อาจารย์โสรีช์กล่าวเปิดงาน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผม แม้ว่าจะรู้สึกตื่นเต้น แต่ก็ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการแบ่งปันประสบการณ์ที่อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยแก่บรรดาพี่น้อง ปีที่ผ่านๆ มาผมเป็นผู้ฟังรุ่นพี่บอกเล่าประสบการณ์ แต่ปีนี้ผมได้รับเกียรติให้มานั่งอยู่ด้านหน้าเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง สิ่งที่ผมได้บอกเล่าออกไปเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของตนเอง ใจจริงอยากถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองได้เรียนรู้บนเส้นทางสายนี้ แต่ก็เกินความสามารถและคงไม่มีทางที่จะถ่ายทอดทั้งหมดออกมาได้ในเวลาอันจำกัด ผมจึงทำได้เพียงพูดไปเรื่อยๆ ถึงสิ่งที่ตนเองจะระลึกได้ในเวลานั้น ตั้งแต่เหตุผลที่ผมเข้ามาเรียน จนถึงการไปฝึกงานและทำวิทยานิพนธ์ที่เชียงใหม่ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อเข้ามาเรียนที่นี่คือ ผมรู้สึกว่าจิตใจของตนเองอ่อนโยนขึ้น แม้ว่าจะยังมีส่วนที่หยายกระด้างอยู่เยอะก็ตามที แต่ก็นับว่าเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมาก พี่มี่ แพน หลิน เจียร และพี่บอม ตามมาสบทบทำให้วงสนทนาอบอุ่นขึ้นมาอีกนิด

วงสนทนาสิ้นสุดลงราวสี่โมง จากนั้นพวกเราเดินข้ามสะพานไปรวมตัวกันที่สนามหญ้าฝั่งตรงข้ามเพื่อทำ กิจกรรมต่อไป นั่นก็คือ “กีฬาพาฝัน (ร้าย)” ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วที่เราแข่งกันที่ริมทะเลด้วยความสนุกสนาน มาคราวนี้ก็สนุกไม่แพ้กัน เพราะสมาชิกของเรามีจำนวนมากขึ้น พอแข่งกีฬากันเสร็จก็แยกย้ายไปเที่ยวเล่นตามใจชอบ พวกผู้ชายรวมกลุ่มกันเตะฟุตบอล ส่วนพวกผู้หญิงล่วงหน้าไปเล่นน้ำกันก่อน ฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องจบลงด้วยชัยชนะของรุ่นพี่ 1 ประตูต่อ 0 จากการยิงของพี่บอม จากนั้นพวกเราก็ตามไปสมทบกับพวกผู้หญิงที่กำลังโดดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน

ครั้งแรกที่มาที่นี่ผมเคยมีประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการลงเล่นน้ำ เหตุการณ์ในวันนั้นยังชัดเจนในความทรงจำทำให้ผมเข็ดขยาดกับการว่ายน้ำไปพอสมควร มาคราวนี้ผมต่อสู้กับความกลัวในใจของตนเองด้วยการโหนราวโดดน้ำได้สำเร็จ ผมยอมรับว่าตอนที่ยืนจับราวก่อนที่จะโดดลงไปนั้น ตนเองโคตรกลัว แต่พอโดดลงไปแล้วก็พบว่ามันช่างสนุกและน่าตื่นเต้นเหลือเกิน แม้ว่าจะได้น้ำเข้าหูมาเป็นของแถม และต้องทนปวดหูไปตลอดคืนก็ตาม กระโดดแล้วกระโดดอีกมันก็ไม่หาย

ตกกลางคืน อาจารย์โสรีช์เปิดบ้านมกราอย่างเป็นทางการด้วยการบรรเลงบทเพลงสร้างบรรยากาศ อันอบอุ่นและเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง มีรุ่นพี่ตามมาสบทบคือ พี่แอ พี่อุ๊ และพี่ดุษ เป็นรุ่นในยุคแรกก่อตั้ง counseling และบ้านมกรา หลายปีที่ผมมาบ้านมกรา พี่ๆ เหล่านี้ก็มาด้วยเสมอไม่เคยขาด

ก่อนเข้านอน ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับปูนเพียงลำพังที่หน้าห้องพัก ในขณะที่คนอื่นๆ เข้านอนกันหมดแล้ว เป็นสถานการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็นลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะหนาวกาย แต่ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่มีเพื่อนนั่งคุยด้วยกัน เราคุยกันหลากหลายเรื่องราวจนกระทั่งตีสอง จึงแยกย้ายกันเข้านอน ผมจำไม่ได้ว่าคืนนั้นผมฝันว่าอะไร แต่ผมเชื่อว่าตนเองน่าจะนอนฝันดี

-3-

กิจกรรมของวันใหม่เริ่มต้นด้วยการบอกเล่าประสบการณ์ของน้องปี 3 ที่เพิ่งผ่านการอินเทิร์นมาสดๆ ร้อนๆ และอยู่ในระหว่างทำวิทยานิพนธ์ วิกกี้ หลิน ฝน หมุ่ย และสิทธิ์ เติบโตขึ้นมากกว่าครั้งแรกที่ผมพบพวกเขา เป็นความเติบโตและเข้มแข็งทางจิตใจที่ผมไม่แน่ใจว่าหากไม่ใช่พวกเราที่ร่ำเรียนมาด้วยกัน จะเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหรือไม่ เช่นเดียวกับที่อาจารย์โสรีช์เคยบอกว่าคนที่ไม่ได้มาสัมผัสกับบ้านมกราก็คง ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของพวกเราเป็นอย่างไรเมื่อได้มาอยู่ร่วมกัน

ทุกครั้งที่ผมได้รับฟังประสบการณ์ในสนามแห่งการเรียนรู้ของพี่น้อง ผมรู้สึกว่าในเรื่องราวเหล่านั้นที่บรรดาพี่น้องได้พบเจอมีผมเข้าไปเป็นส่วน หนึ่งอยู่ด้วยเสมอ เช่นเดียวกัน ทุกๆ ประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสก็มีพี่น้อง counseling ร่วมสัมผัสไปกับผมด้วย ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือความสุข เพราะเราต่างเคยผ่านวันเวลาเหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น เราเคยเจ็บปวดเมื่อผิดหวังจากการทำกลุ่ม เราเคยทุกข์ทนเมื่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มไม่เป็นไปดังที่หวัง และเราเคยรับรู้รสชาติแห่งความสุขสมหวังอย่างที่สุดเมื่อได้เห็นสมาชิกในกลุ่มได้เติบโตงอกงาม เมื่อได้ยินความเจ็บปวดของน้องๆ ผมเองก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เมื่อได้ฟังความสุขสมหวังของน้องๆ ผมก็เป็นสุขไปกับพวกเขาด้วย ผมบอกกับน้องๆ ว่าผมดีใจมากที่ได้ฟังประสบการณ์ที่เจ็บปวดของพวกเขา เพราะความเจ็บปวดที่พวกเขาได้ประสบเป็นรากฐานที่สำคัญของการเติบโต ผมเชื่อว่าบนวิถีของ counselor เราเรียนรู้จากความเจ็บปวดในสนามมากกว่าความสำเร็จ แม้จะต้องเจ็บปวดและเป็นทุกข์เพียงใดในการฝึกฝนตนเองเพื่อเป็น counselor ที่มีคุณภาพ แต่พวกเราก็ไม่เคยต้องทนทุกข์เพียงลำพัง ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่ก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้ แต่ยังมีพี่น้องอีกมากมายที่ร่วมเดินทางไปพร้อมๆ กับเรา

หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จสิ้น พวกเราออกเดินทางไปยังพระราชวังมฤคทายวัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 6 เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาที่นี่ แต่ตนเองก็ไม่ได้ขวนขวายอยากรู้ความเป็นมาและดื่มด่ำกับความงดงามของสถานที่ เท่าไหร่ เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการหามุมถ่ายรูป ผมกับพี่บอมตั้งใจว่าตลอดทริปนี้ขอมีรูปถ่ายสวยๆ กับเขาสักใบ เพราะดูรูปที่น้องปา ปี 1 ถ่ายแล้วอดไม่ได้ที่จะอยากถ่ายให้ได้แบบนั้นบ้าง

กลับมาถึงที่พัก กลุ่มผู้ชายยกโขยงไปเตะบอลกันต่อ ส่วนพวกผู้หญิงก็โดดลงน้ำเช่นเคย วันนี้ทีมรุ่นพี่โดยถล่มไปยับเยินถึง 3 ประตูต่อ 1 แม้ว่าจะพับสนามบุกอย่างหนัก แต่ก็ยิงประตูผ่านการสกัดกั้นอันเหนียวแน่นของพี่หนึ่งไปไม่ได้ เป็นความค้างคาใจของทีมรุ่นพี่เอามากๆ ที่เล่นได้ดีแต่ยิงประตูไม่ได้ ตั้งใจจะมีนัดล้างตาในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ไม่มีโอกาส

คืนนี้มีสมาชิกมาเพิ่มอีกหลายคนทั้งรุ่นพี่ปีเก่าๆ ที่ผมเคยก็เพิ่งเคยเจอ เช่น พี่วรา พี่นา พี่ซูน พี่ต้อย พี่สาระ และพี่คนอื่นๆ อีกหลายคนที่ผมจำชื่อไม่ได้ และรุ่นพี่ที่รุ่นที่ใกล้ๆ กันกับผม เช่น พี่ตี๋ พี่อ้อม พี่อร และพี่เทพ ก็มาพร้อมกันในคืนวันนี้ รวมถึงเจที่พาปลามาด้วย ตอนนี้สมาชิกบ้านมกราของเราหนาแน่นและอบอุ่นขึ้นกว่าวันแรกมาก ก่อนเข้านอนผมนั่งคัดเลือกรูปบ้านมกราปีเก่าๆ เพื่อทำเป็นสไลด์โชว์ฉายในคืนวันรุ่งขึ้นท่ามกลางเสียงกีตาร์และบทเพลงที่ขับกล่อมจากเพื่อนรอบข้าง

-4-

เช้าวันเสาร์ หนึ่งในไฮไลต์ของบ้านมกราครั้งนี้ก็เดินทางมาถึง นั่นก็คือ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ผมได้ยินชื่ออาจารย์ประมวลครั้งแรกในค่ำคืนวันหนึ่งในเดือนกันยายนปี 2549 คืนวันนั้นผมพาตัวเองวนเวียนอยู่ในโลกไซเบอร์อย่างไม่มีจุดหมาย เฉกเช่นเดียวกับทุกๆ ค่ำคืนที่ผ่านมา ต่างกันนิดเดียวตรงที่วันรุ่งขึ้นผมมีสอบ คืนนั้นผมเข้าไปที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และได้พบกับบทความสรุปงานสัมมนาของจิตวิวัฒน์ มีชื่ออาจารย์ประมวล ผู้เดินทางด้วยเท้าจากเชียงใหม่ไปสมุยด้วยระยะเวลา 66 วันเป็นวิทยากรของงานสัมมนา ผมนั่งร้องไห้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในขณะที่อ่าน น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้เกิดจากความเศร้าหรือความเจ็บปวด แต่เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติและศรัทธาในตัวมนุษย์ผู้หนึ่ง

จากที่ได้รู้จักอาจารย์ประมวลผ่านตัวหนังสือ มาวันนี้บุรุษที่ผมศรัทธามาปรากฎตัวให้เห็นชัดๆ ตรงหน้า ใบหน้าและท่าทีของอาจารย์แสดงออกถึงความอ่อนโยนและความอ่อนน้อมอย่างถึงที่สุด แม้จะยังไม่ได้ฟังอาจารย์พูด แต่ผมก็ประทับใจในตัวของอาจารย์อย่างยิ่งแล้ว มาบ้านมกราครั้งนี้ผมนำหนังสือเดินสู่อิสรภาพของอาจารย์ประมวลติดตัวมาด้วย ตั้งใจว่าจะมาขอลายเซ็นต์จากอาจารย์ที่นี่

ในช่วงเช้าและช่วงบ่ายของวันนี้ อาจารย์ประมวลได้บอกเล่าประสบการณ์ของอาจารย์ทั้งในช่วงที่เดินบนวิถีแห่ง อิสรภาพภายในจากเชียงใหม่ไปสมุยโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว และในช่วงที่ไปเดินต่อที่อินเดียเพื่อคารวะแผ่นดินที่อุ้มชูอาจารย์ อาจารย์ค่อยๆ บรรยายอย่างช้าๆ ให้พวกเราเห็นภาพ ผมเชื่อว่าการบอกเล่าถึงประสบการณ์ลึกๆ ที่เกิดขึ้นภายใจจิตใจให้ผู้ฟังได้สัมผัสและดื่มด่ำไปกับความรู้สึกตรงนั้น ด้วยเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่อาจารย์ประมวลทำได้สำเร็จ ผมจินตนาการตามคำบอกเล่าของอาจารย์ได้เป็นฉากๆ ราวกับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่อาจารย์เล่าด้วย พลังของถ้อยคำมีอานุภาพเกินกว่าตัวหนังสือที่ผมอ่านจากหนังสือของอาจารย์เสียอีก บางทีประสบการณ์ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้ออาจยากเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาผ่านทางตัวหนังสือ ผมดื่มด่ำไปกับน้ำเสียงและสีหน้าของอาจารย์ประมวลมากกว่าตอนที่อ่านหนังสือ เสียอีก ผมหยิบสมุดเตรียมจดถ้อยคำของอาจารย์หลายครั้ง แต่ก็พบว่าตนเองไม่สามารถจดข้อความใดๆ ลงไปได้ ผมรู้สึกราวกับตนเองถูกสะกดให้นั่งนิ่งๆ เพื่อรับฟังและไม่อยากพลาดกระแสแห่งประสบการณ์ที่ไหลออกมาผ่านตัวตนทั้งหมดของอาจารย์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า สมุดของผมว่างเปล่าตลอดการบรรยาย แต่ผมไม่นึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย ผมอาจจะจำไม่ได้ชัดๆ ว่าอาจารย์ประมวลพูดถึงเรื่องราวใดบ้าง แต่ที่แน่ๆ ผมจำความรู้สึกของตนเองในขณะที่ได้ฟังอาจารย์ได้ดี

คืนนี้เป็นค่ำคืนพิเศษของพวกเรา เพราะเป็นคืนที่รุ่นพี่หลายคนรอคอยที่จะได้ต้อนรับบรรดาน้องใหม่อย่างเป็นทางการ เริ่มต้นด้วยการดูสไลด์บ้านมกราปีที่ผ่านๆ มา ต่อด้วยการแสดงจากน้องปี 1 ซึ่งเป็นธรรมเนียมของบ้านมกรา ทุกครั้งที่เห็นน้องๆ แสดง ผมก็อดนึกถึงตอนที่ตัวเองเป็นน้องปี 1 ไม่ได้ ราวกับค่ำคืนนั้นเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานนี้เอง น้องๆ แสดงละครล้อเลียนการทำกลุ่ม ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากรุ่นพี่ได้พอสมควรทีเดียว ก็ได้แต่ภาวนาในใจด้วยความหวังดีว่าตอนทำกลุ่มจริงๆ น้องๆ น่าจะได้เจอสมาชิกกลุ่มบ้าๆ บอๆ แบบนั้นด้วยตนเอง (จะได้รู้สึก) ถัดจากการแสดงก็เข้าสู่พิธีการ พี่เทพ พี่ตี๋ เจ และผม พาน้องออกไปข้างนอกเพื่อให้พี่ๆ ที่เหลือได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับพิธีบายศรีสู่ขวัญ พวกเราพาน้องไปเดินท่ามกลางความมืดด้วยกิจกรรม blind walk ผลัดกันปิดตาพากันเดิน ระหว่างที่น้องกำลังจับคู่และพากันเดิน ผมแหงนมองดูท้องฟ้า ดวงดาวบนท้องฟ้าในคืนนี้เปล่งประกายแสงอย่างเลือนรางและมีจำนวนไม่มากนัก ในตอนนั้นผมนึกไปถึงค่ำคืนที่ล่วงเลยมาของชีวิตที่นี่ นึกถึงคืนที่ผมกับเพื่อนๆ ปูเสื่อนอนมองดูดาวที่สวนโมกข์ คืนที่เล่นกีตาร์ร้องเพลงกันบนหอคอยท่ามกลางราตรีที่ประดับด้วยแสงดาวที่สวนแสงอรุณ และอีกหลายๆ ค่ำคืนที่ดาวบนท้องฟ้าเป็นพยานให้กับความสัมพันธ์ของพวกเรา และในคืนนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่พวกเราจะสานต่อสายใยแห่งความรักและความผูกพันให้แน่นแฟ้นและยาวนานขึ้นอีก

พิธีการบายศรีดำเนินไปอย่างที่เคยเป็นมา น้องใหม่นั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของบรรดารุ่นพี่ แสงเทียนสีส้มส่องเป็นประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดสลัวของบรรยากาศ 3 ปีก่อนผมเคยเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงกลางวง แต่มาถึงวันนี้ผมเป็นฝ่ายที่นั่งอยู่ที่วงด้านนอก พร้อมกับบรรดาพี่ๆ ทั้งหลาย เราร่วมกันขับกล่อมบทเพลงรับขวัญน้อง และผูกข้อมือด้วยสายสิญจ์ พร้อมกับกล่าวตอนรับและอวยพรน้องๆ แต่ละคน จากนั้นก็มาถึงการเปิดใจของรุ่นน้องในการที่เข้ามาสู่บ้านหลังนี้ การแบ่งปันความรู้สึกจากรุ่นพี่ และปิดท้ายด้วยบทเพลงที่คงอยู่กับบ้านมกรามายาวนาน

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการ พี่ๆ หลายคนแยกย้ายกันไปนอน แต่ผม เพื่อนๆ และรุ่นน้องจำนวนหนึ่งยังคงนั่งล้อมวงกันร้องเพลง แม้ว่าจะค่อนข้างง่วงและเพลียเล็กน้อย แต่ผมก็ยังอยากอยู่ตรงนี้ท่ามกลางเสียงเพลงที่พี่น้องร่วมกันขับกล่อม เป็นเพลงบ้าง ไม่เป็นเพลงบ้าง ร้องเพลงกันได้พักใหญ่ เราก็ไปนั่งคุยกันต่อที่หน้าบ้านพัก

คืนนี้ผมนอนไม่หลับ ในใจรู้สึกแปลกๆ ชอบกล เวลาล่วงเลยมาถึงตีห้า วงสนทนาสลายตัว ทุกคนเข้านอนกันหมด สิ่งที่เกิดขึ้นในใจอาจจะเป็นความโหยหาวันคืนเก่าๆ ที่ล่วงเลยผ่าน ปูนถามผมด้วยความห่วงใยก่อนเข้าไปนอน แต่คืนนี้ผมไม่อยากรบกวนใคร แม้ว่าในใจอยากได้ใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน แต่การอยู่เพียงลำพังก็ทำให้ผมมองเห็นความรู้สึกของตนเองได้ชัดเจนขึ้น ผมเดินมานั่งที่ขั้นบันไดริมน้ำ เหม่อมองดูแม่น้ำเพชรบุรีที่สะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยับไหลผ่านไปตรงหน้า นี่คงเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ผมมีโอกาสได้นั่งมองแม่น้ำเพียงลำพังยามเช้า มืดเพื่อทบทวนอดีตที่ล่วงเลย ภาพของอดีตไหลผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนดังสายน้ำ แต่ทิ้งร่องรอยบางอย่างที่ไม่อาจลบเลือนไว้ภายในใจ

-5-

ผมเตรียมใจไว้แล้วว่ต้องเสียน้ำตาแน่นอนในวันสุดท้ายของบ้านมกรา แต่ผมไม่คิดว่าตนเองจะเสียน้ำตามากมายถึงเพียงนี้ เมื่อบทเพลงแห่งการร่ำลา ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายของบ้านมกราบรรเลงขึ้น พวกเราก็ลุกขึ้นและเดินเข้าหากันโดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวหรือตกลงกันล่วงหน้า ผมไม่รู้ว่าจะบรรยายฉากสุดท้ายนี้อย่างไรดี ผมเชื่อว่าตนเองคงบรรยายได้ไม่ดีพอถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจในตอนนั้น ท่ามกลางรอยยิ้มและหยาดน้ำตาภายในอ้อมกอดอันอบอุ่นของพี่น้อง ท่ามกลางความรู้สึกอันหลากหลายที่เกิดขึ้นในใจในเช้าวันนี้ ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดก็คือ ความสุขใจ

ผมได้กอดอาจารย์โสรีช์เป็นครั้งแรกในวันนี้เอง ที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าระหว่างผมกับอาจารย์เหมือนมีอะไรบางอย่างขวางกั้นความ รู้สึกของเราอยู่ ที่ผ่านมาอาจารย์โสรีช์อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่เป็นผมเองที่ไม่เคยรู้สึกสนิทใจกับอาจารย์เท่าไหร่ ผมมีความคับข้องใจกับอาจารย์มาโดยตลอด ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องวิชาการ ทั้งอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผย จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมได้กอดอาจารย์เป็นครั้งแรก (และแอบเช็ดขี้มูกที่เสื้ออาจารย์ไปหนึ่งที) ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้ผมเดินเข้าไปกอดอาจารย์ แต่ทันทีที่ได้กอด ผมรู้สึกว่าอะไรบางอย่างที่กั้นอยู่ระหว่างผมกับอาจารย์มันเลือนหายไป นาทีนั้นเอง ผมรู้สึกว่าผมรักอาจารย์มาก ผมรักอาจารย์ทั้งๆ ที่ผมมีความคิดเห็นบางอย่างไม่ตรงกับอาจารย์ ผมเคารพอาจารย์อย่างถึงที่สุดแม้ว่าผมจะมองเห็นส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ของ อาจารย์ หากจะอธิบายให้ชัดกว่านี้ คงต้องบอกว่าเพราะอาจารย์เป็นอาจารย์อย่างที่อาจารย์เป็น (ชัดตรงไหน) วันนี้ผมจึงตอบตัวเองได้ชัดๆ ว่าผมรักอาจารย์

ผมกับเพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงหลินกับเจียร อยู่ร่ำลากันเป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนที่จะตามไปสบทบกับพี่น้องที่ทยอยลงไปทานข้าว แม้ว่ารุ่นผมจะมากันไม่ครบ แต่ในตอนนั้นผมรู้สึกราวกับว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ผมบอกกับเพื่อนๆ ว่าหากปีหน้าผมไม่ได้มา ให้พวกเขาพาผมมาที่บ้านหลังนี้ด้วย ไม่ว่าในเวลานั้นตัวของผมจะอยู่ที่ใด แต่ใจของผมจะมาอยู่ที่นี่กับพี่น้องทุกคน

-6-

4 วัน 3 คืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ทิ้งร่องรอยแห่งความประทับใจฝังลึกไว้ในหัวใจของผมและของใครหลายๆ คน ไม่ว่าปีหน้าบ้านมกราจะเกิดขึ้นที่สถานที่ใด ไม่ว่ารอบกายเราจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักเพียงใด ไม่ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะยังคงอยู่ครบถ้วนเหมือนในคืนวันเก่าหรือไม่ แต่บ้านมกรายังคงอยู่ในใจของพวกเราเสมอ

ขอบคุณอาจารย์โสรีช์ คนสวนของบ้าน ที่คอยเติมเต็มความรักและความอบอุ่นให้บ้านหลังนี้เสมอมา

ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ร่วมกันถักถอสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่เชื่อมร้อยดวงใจของพวกเราไว้ด้วยกัน

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ผมมีวันนี้…

โดย…เอก co.21

ขอบคุณภาพประกอบจาก น้อยจอย co.24

บ้านมกรา'52

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://blackdogsworld.wordpress.com

ธรรมชาติ ชีวิต จิตใจ ภาวนา และพุทธธรรม

เมื่อวาระของท้องฟ้าใสๆ เคลือบไว้ด้วยความหนาวแห่งเดือนมกราซึ่งมีดวงดาวงดงามเกลื่อนฟ้าในยามค่ำคืนมาถึง สำนึกอันลึกซึ้งก็เตือนให้รู้ว่า ฤดูกาลของการพบปะกันของชุมชนคนบ้านมกราก็หมุนเวียนเปลี่ยนมาถึง ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดมาจากขอบฟ้าไกลๆ สายใยหัวใจอันอบอุ่นของชุมชนคนบ้านมกราก็ไหวกระเพื่อมเตือนใจให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการกลับบ้าน บ้านที่ไม่มีตัวตน แต่ทุกคนก็สัมผัสถึงความมีตัวตนของความไม่มีบ้านนั้น และสายใยอันมองไม่เห็นก็ส่งสัญญาณให้ผู้คนชุมชนบ้านมกราได้มาแวะพักในบ้านบนถนนแห่งชีวิตอันยาวไกลเพื่อจะได้พักใจก่อนเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยใจที่ระลึกถึงทุกผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านและของชีวิต บทเรียบเรียงนี้เป็นของฝากเล็กๆ แทนความรักความขอบคุณแก่ทุกคนผู้ร่วมทางบนเส้นทางถนนชีวิตที่ดำเนินมายาวนานและต่อเนื่องไปในอนาคต ตัวหนังสือที่ปรากฏเป็นตัวแทนของทั้งหมด และเป็นการแสดงทั้งหมด แก่ผู้คนชุมชนบ้านมกราทุกคน

-ธรรมชาติ-

ธรรมชาติโดยแท้จริงแล้วก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน การพึ่งพาอาศัยกันและกันเป็นการพึ่งพาอาศัยกันในมิติที่ลึกซึ้งที่สุด นั่นคือสัมพันธภาพอย่างเป็นเนื้อเดียวกันของสิ่งที่ปรากฏอยู่เหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน หากอ่านถึงตรงนี้ความสับสนด้วยไม่เข้าใจน่าจะเกิดขึ้นแต่ลองดูตัวอย่างเล็กๆสักตัวอย่างหนึ่ง เช่น น้ำตาที่หลั่งไหลกับเมฆบนท้องฟ้า ทั้งสองปรากฏการณ์ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่นิดเดียวแต่เมื่อน้ำตาระเหยด้วยไออุ่นของแสงแดดเจิดจ้าย่อมล่องลอยกลายเป็นไอและกลับกลายเป็นเมฆ สีขาวลอยระร่องบนท้องฟ้าเป็นรูปเงาต่างๆตามจินตนาการของมนุษย์ น้ำตากับเมฆสัมพันธ์กันอย่างลึกเร้นเป็นเนื้อเดียวยากแก่การเห็นได้อย่างง่ายๆ และโดยแท้จริงแล้วสัมพันธภาพระหว่างน้ำตาและเมฆไม่ได้ปรากฏอย่างแยกตัวออกมาโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆ น้ำในลำธารใสสะอาด การนำน้ำมาดื่มกิน ความเสียใจหรือไม่ก็ความตื้นตันใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ซ่อนแฝงอยู่ แสงแดด ความร้อน ฯลฯ ล้วนมีส่วนกับน้ำตาและเมฆขาวทั้งสิ้น

ความจริงแล้วสิ่งต่างๆที่ปรากฏแก่การรับรู้ของเราก็ปรากฏอยู่เหมือนแยกออกจากกันซึ่งมักจะทำให้เราหลงใหลไปกับการแยกกันที่ปรากฏอยู่นั้น พ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ ปรากฏอยู่เหมือนเป็นอิสระต่อกันไม่เกี่ยวข้องกัน แต่หากมองด้วยสายตาแห่งความเข้าใจอันลึกซึ้งแล้วทุกคนย่อมโยงใยเป็น เนื้อเดียวกันจนสามารถที่จะมองได้ว่าเป็นคนๆเดียวกันด้วยซ้ำไป เพื่อจะได้เห็นภาพถึงความโยงใยเป็นเนื้อเดียวกันของพ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ อยากจะชวนให้พิจารณาเรื่องของมะม่วง

มะม่วงลูกที่เราทานเนื้อจนหมดแล้วและถูกทิ้งอยู่บนเนื้อดินที่ฉ่ำน้ำ อีกไม่นานนักด้วยการอุปถัมภ์ค้ำจุนของไออุ่นจากแสงแดดที่พอเหมาะ หยดน้ำค้างในยามเช้า อาหารที่แฝงเร้นอยู่ในเนื้อดินและศักยภาพแห่งความงอกงามภายใน ต้นมะม่วงอ่อนก็ค่อยๆแย้มใบเล็กๆ น่าเอ็นดูออกมาทักทายเพื่อนๆดอกหญ้าและต้นหญ้าที่สะบัดช่อชื่นชมอยู่รอบๆข้าง และอีกไม่นานนักต้นมะม่วงในสายใยของการอุปถัมภ์ของสรรพสิ่งก็ได้เติบโตออกดอกและออกลูกเอื้อประโยชน์แก่สรรพสิ่ง

ลูกมะม่วงจากต้นแม่หลายร้อยลูกเปลี่ยนสภาพเป็นเมล็ดและจากเมล็ดก็กลายเป็นต้นอีกหลายร้อยต้น และในชั่วระยะเวลาหนึ่งต้นลูกหลายร้อยต้นก็ออกดอกให้ผลและจากผลหลายพันผลก็กลับกลายเป็นต้นขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และแต่ละต้นก็ให้ผลอีกหลายร้อย

ผลมะม่วงและต้นมะม่วงทั้งหมดล้วนมาจากมะม่วงเมล็ดแม่ที่ในหลายปีก่อนถูกทานและทิ้งบนดินฉ่ำน้ำให้งอกงามเติบโตใช่ไหม?

สัมพันธภาพเช่นนี้เป็นสัมพันธภาพที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ความเป็นเนื้อเดียวกันปรากฏตัวเหมือนไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ความโยงใยกันปรากฏตัวเหมือนไม่โยงใยกัน การสัมผัสถึงความโยงใยกันในการปรากฏที่ไม่โยงใยกันก็เป็นสัมผัสที่น่าอัศจรรย์ใจเช่นเดียวกัน และหากเราตั้งใจมองเราจะเห็นการพึ่งพาอาศัยในมิติที่ลึกลงไปอีกเป็นรูปแบบของการอิงอาศัยกันอยู่อย่างลึกเร้น มะละกอลูกหนึ่งหล่นอยู่บนพื้นสนามหญ้า อีกไม่นานมะละกอทั้งลูกก็สลายกลายเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อดินและถูกกลั่นกลายเป็นอาหารของต้นหญ้าและเมื่อต้นหญ้าออกดอกเล็กๆ น้ำหวานแห่งดอกไม้ก็กลายเป็นเลือดเนื้อของแมลงตัวเล็กๆซึ่งก็กลับกลายเป็นอาหารของสัตว์ที่ขนาดใหญ่ขึ้น และสัตว์ที่ขนาดใหญ่นั้นก็กลับกลายมาเป็นเลือดเนื้อของมนุษย์และไม่นานนักเลือดเนื้อของมนุษย์ก็กลับกลายไปเป็นอาหารให้แก่ต้นไม้และใบหญ้าอีก

มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์อย่างยิ่งเกินกว่าที่จะยอมรับได้ว่าเนื้อมะละกอ เนื้อต้นหญ้า เนื้อแมลง เนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ และเนื้อมนุษย์จะเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ด้วยกระบวนการของธรรมชาติเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ตกแต่งให้เนื้อเดียวกันนั้นปรากฏรูปออกมาได้หลากหลายลักษณะ

พิจารณาในแง่นี้ถึงจะมีรูปลักษณะหลากหลายปรากฏอยู่ในโลก แต่ทุกรูปลักษณะก็มีฐานจากภาวะเดียวกัน พวกเราอ่านถึงตรงนี้แล้วมีอาการเวียนหัวสับสนหรือเปล่า

เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะเห็นว่าในรูปลักษณ์หลากหลายเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นรูปลักษณ์นั้นจะมีฐานจากสภาวะหรือสถานะเดียวกัน ยิ่งในโลกปัจจุบันซึ่งยอมรับการจัดหมวดหมู่ของสรรพสิ่งออกเป็นหมวดๆเพื่อความเข้าใจง่ายๆในโลกวิทยาศาสตร์ เช่น การจัดให้มีอาณาจักรสัตว์หรืออาณาจักรพืชหรืออาณาจักรสัตว์ทะเลหรืออาณาจักรสัตว์บกหรืออาณาจักรมนุษย์หรืออาณาจักรสิ่งแวดล้อมหรือบางทีก็มีการจัดหมวดหมู่ที่ทำให้เข้าใจไปว่ามีอาณาจักรมนุษย์และอาณาจักรธรรมชาติแยกออกจากกัน ทัศนะของการจัดหมวดหมู่ซึ่งเน้นการแยกสิ่งต่างๆออกจากกัน ในบางครั้งการแยกสิ่งต่างๆออกจากกัน แยกย่อยเล็กลงไปเรื่อยๆ เพื่อเน้นการดำรงอยู่อย่างแยกเป็นเอกเทศจากกัน มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์อย่างเป็นเนื้อเดียวกันนั้นมองเห็นได้ยากขึ้น

ถ้ามีโอกาสก็อยากจะขอให้พวกเราทุกคนเพ่งพิจารณาถึงความสัมพันธ์อย่างเป็นเนื้อเดียวกันแต่มีการแสดงศักยภาพของการปรากฏตัวที่เหมือนแยกออกจากกันเพื่อจะได้เห็นความโยงใยซึ่งซ่อนเร้นลึกซึ้งเพื่อเราจะได้เข้าถึงสภาวะแห่งธรรมชาติอย่างตรงกับที่เป็นได้

ไม่รู้ว่ายพวกเธอจะจำได้หรือเปล่า ฉันเคยมีคำถามถามพวกเราในห้องเรียนว่า “คน สับปะรด เก้าอี้ ต้นกล้วย และหมา เหมือนกันอย่างไร” คำถามเช่นนี้อาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคำถามที่ไร้สาระได้ง่าย ๆ เพราะคนจะไปเหมือนกับสับปะรด เก้าอี้ ต้นกล้วย และหมาได้ยังไง แต่หากเราเข้าใจภาวะความสัมพันธ์อันลึกซึ่งตามที่ได้นำเสนอในตอนต้น เราก็จะเห็นว่าในสับปะรดสามารถมีคนได้ และในคนสามารถมีหมาได้ และในหมาสามารถมีต้นกล้วยได้ และในต้นกล้วยก็สามารถมีเก้าอี้ได้

ยิ่งหากเราได้รับรู้ความหมายของธาตุ 4 ซึ่งเป็นความรู้ที่แสดงถึงพื้นฐานของทุก ๆ สิ่ง เรายิ่งจะเห็นความผันแปร เปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่นั้นเป็นกระแสที่สลับสับเปลี่ยนแค่รูปลักษณ์ที่ปรากฏ แต่เนื้อในมีพื้นฐานจากแหล่งเดียวกันเสมอ ธาตุดิน คือ สภาวะแห่งการกินเนื้อที่และมักจะมีลักษณะแข็งเป็นตัวที่ปรากฏเห็นได้ชัด ธาตุน้ำ คือ สภาวะของการเกาะกลุ่มกันอยู่ ธาตุลม คือ สภาวะของการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว ระเหิด ระเหย และธาตุไฟ คือ ความร้อน อยากให้พวกเราพิจารณาดูสิ่งที่เราเรียกว่า น้ำอยู่ในแก้วสีใส แต่ก่อนมักจะมีความเข้าใจกันว่า ธาตุน้ำ คือ น้ำที่อยู่ในแก้ว แต่หากพิจารณาตามหลักธาตุ 4 น้ำที่อยู่ในแก้วมีคุณสมบัติทั้งกินเนื้อที่ (ธาตุดิน) ทั้งเกาะกลุ่ม (ธาตุน้ำ) ทั้งระเหิดระเหย (ธาตุลม) และถึงจะเย็นหรือร้อนแค่ไหนก็ย่อมมีความร้อนแฝงอยู่ในน้ำนั้น (ธาตุไฟ) น้ำในแก้วจึงเป็นธาตุ 4 ซึ่งมารวมกันในสัดส่วนหนึ่ง และปรากฏรูปลักษณ์เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า น้ำ มองไปที่สับปะรด แม้รูปลักษณ์จะมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของตน แต่ก็ประกอบไปด้วยธาตุ 4 เช่นกัน เพราะสับปะรดก็ประกอบด้วยสภาวะทั้งที่กินเนื้อที่ (ธาตุดิน) ทั้งสภาวะของการเกาะกลุ่มกัน (ธาตุน้ำ) ทั้งสภาวะของการระเหิดระเหยเคลื่อนที่เคลื่อนไหว (ธาตุลม) และทั้งสภาวะของการมีอุณหภูมิหรือความร้อน (ธาตุไฟ) และต้นกล้วยก็สามารถวิเคราะห์แยกแยะและพิจารณาได้ตามหลักของธาตุ 4 เช่นเดียวกับเก้าอี้และคน

ดังนั้น ในมิติที่ลึกซึ้งที่สุด เมื่อคนกินสับปะรดก็มีความหมายเพียงว่าธาตุ 4 ในรูปลักษณ์หนึ่ง (คน) กำลังมีสัมพันธภาพลักษณะหนึ่ง (กิน) กับธาตุ 4 ในอีกรูปลักษณ์หนึ่ง (สับปะรด) เช่นเดียวกับ เมื่อธาตุ 4 อีกรูปลักษณ์หนึ่ง (นก) กำลังมีสัมพันธภาพลักษณะหนึ่ง (จิก) กับธาตุ 4 ในอีกรูปลักษณ์หนึ่ง (หนอน) การเห็นภาพเช่นนี้และขยายการเห็นเช่นนี้ไปสู่ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทุก ๆ สิ่ง เราจะเห็นเป็นเพียงความเคลื่อนไหวของธาตุ 4 ในรูปลักษณ์ต่าง ๆ หลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ใจที่ประสาน คลุกเคล้า ผันแปรไปตามกระบวนการของสิ่งที่เราเรียกว่าธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้ง

แม้แต่การเห็นของเราก็เป็นผลแห่งสัมพันธภาพระหว่างธาตุ 4 ที่เรียกว่า ตา กับธาตุ 4 ที่เป็นปรากฏการณ์แห่งรูปลักษณ์หลากหลาย ผ่านธาตุแห่งการรู้ (วิญญาณ) ที่แทรกเชื่อมอยู่ระหว่างภาวะสองรูปลักษณ์ของธาตุ 4 นั้น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัสทางกาย และสัมผัสทางใจก็ประกอบไปด้วยธาตุ 4 ฝ่ายรับรู้ อันได้แก่ หู จมูก ลิ้น กายและใจ และธาตุ 4 ฝ่ายถูกรับรู้ ได้แก่ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ดังนั้น จึงพูดได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่สามารถจะดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง สิ่งทุกสิ่งล้วนเกิดจากการประกอบกันของสิ่งต่าง ๆ โยงใยประกอบกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

แฝงอยู่ในกระบวนการแห่งธรรมชาติที่ปรากฏเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ หลากหลายจำแนกได้ไม่สิ้นสุด แต่ก็ประสานคลุกเคล้าผันแปรไปอย่างไม่หยุดยั้ง คือ กฎแห่งธรรมชาติซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในกระบวนการนั้นที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็น และเรียกมันว่า อิทัปปัจจยตาและไตรลักษณ์ ซึ่งกำหนดถึงความเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้งของสิ่งที่ปรากฏจากการมารวมกันของสิ่งอื่น ๆ อีกหลากหลายที่สามารถสรุปย่อไว้ในประโยคที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้มี สิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ดับไป”

ดังนั้น ดอกไม้สีแดงแสนสวยก็ดี เมฆขาวลอยฟ่องฟ้าก็ดี ต้นไม้ใหญ่สูงลิบมั่นคงก็ดี กระแสน้ำไหลหลากก็ดี แมวสีเทาน่ารักก็ดี ทุเรียนลูกอวบโตน่ากินก็ดี หญิงสาวสวยรูปร่างสูงโปร่งที่เดินอย่างกระฉับกระเฉงบนฟุตบาทก็ดี หรือชายหนุ่มรูปร่างทะมัดทะแมงที่รีบเดินให้ทันรถประจำทางก็ดี หรือถนน หรือตึก รวมถึงนกสีสวยบนยอดไม้บนภูเขาสูงล้วนเป็นรูปลักษณ์หลากหลายที่มีเวลาแห่งการประสานคลุกเคล้าสัมพันธ์กันและกันเป็นเนื้อเดียวกันในคุณสมบัติแห่งธาตุทั้ง 4 ที่เมื่อได้รับการปรุงแต่งแล้วก็ปรากฏตนเองออกมาในรูปลักษณ์หลากหลายมีชื่อหลากหลายวิจิตรพิสดารอย่างน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง

และด้วยสายตาอันวิเศษความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติที่ประกอบด้วยสรรพสิ่งอันหลากหลายนั้นก็ปรากฏให้เห็นได้ในปัญญาอันลึกซึ้ง

ดังนั้น ธรรมชาติ ก็คือ สัมพันธภาพอันเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งซึ่งมาจากรากฐานเดียวกันแห่งธาตุ 4 และผสมผสานคลุกเคล้ากันและกันปรากฏออกมาเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ที่น่าอัศจรรย์ใจ และธรรมชาติ คือ ทั้งหมดของทุกสรรพสิ่ง

-ชีวิต-

ซ้อนทับ แฝงเร้นอยู่ในกระบวนการแห่งธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ใจนั้น คือ ภาวะแห่งชีวิต ชีวิตจึงหมายถึง ธรรมชาติในมิติหนึ่งซึ่งซ่อนซ้อนแฝงตัวอยู่กับกระบวนการธรรมชาติ ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่า ชีวิต คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกอย่าง คือ ชีวิต และชีวิต คือ ธรรมชาติ และธรรมชาติ คือ ชีวิต

แม้มักจะมีความเข้าใจไปว่า ชีวิต คือ สิ่งที่ถูกจองจำอยู่ในเฉพาะร่างของคน แต่ร่างของคนหาได้อยู่ได้ตามลำพังตนเองไม่ ร่างของคนดำรงอยู่ได้โดยแท้จริงแล้วก็เพราะกระแสแห่งสัมพันธภาพของสรรพสิ่งที่คลุกเคล้าประสานกัน และในสัดส่วนพิเศษสัดส่วนหนึ่งจึงปรากฏรูปลักษณ์เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าคน ดังนั้น เราพึงทำความเข้าใจในตอนนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าคนเป็นส่วนเล็กๆ ของกระบวนการชีวิตที่ยิ่งใหญ่ และเนื่องจากคนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแห่งชีวิตนั้น คนจึงพลอยมีชีวิตไปกับกระบวนการนั้นด้วย

การมองชีวิตในมิติเช่นนี้ย่อมขยายท่าทีของการที่เรามีชีวิตไปสู่ทัศนะที่แท้จริงและไม่ยึดเพียงคนเป็นที่ตั้งเท่านั้น ความเข้าใจว่าชีวิตหมายถึงภาวะบางอย่างของคนที่ช่วยให้คนอยู่ได้ด้วยตนเองนั้น จึงเป็นทัศนะที่ย่อยแยกส่วน เป็นการแยกคนออกจากสัมพันธภาพกับสรรพสิ่ง ความจริงทัศนะเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกหน้าระหว่างคนกับสรรพสิ่ง และทำให้เกิดแนวโน้มเชื่อกันไปว่าคนมีความสำคัญมากกว่าสรรพสิ่งซึ่งโดยแท้จริงแล้วดำรงอยู่อย่างอุปถัมภ์ความเป็นคนของเขา

คำว่าคนโดยแท้จริงแล้วจึงหมายถึง ความเชื่อมโยงระหว่างตัวเขาและสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ทุกๆ สิ่งที่มาประกอบกับเขาให้เขาสามารถได้อุบัติขึ้นและได้ดำรงอยู่ โดยนัยเช่นนี้ คำว่าคนเองก็จะหมายถึง ภาวะที่กินเนื้อที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งได้เหมือนกัน แม้คำว่าคนดูเหมือนจะมีขอบเขตและเนื้อที่เฉพาะ แต่การพิจารณาด้วยหลักแห่งสัมพันธภาพ คำว่าคนสามารถกินเนื้อที่ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วย ในความหมายเช่นนี้ คำว่า “คน” คำว่า “ชีวิต” และคำว่า “ธรรมชาติ” จึงเป็นสภาวะอันหนึ่งอันเดียวกัน

บางทีความเข้าใจชีวิตในความหมายเช่นนี้ อาจจะช่วยให้เราขยายเนื้อที่ให้แก่สิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักจะถูกตั้งชื่อให้มีลักษณะเฉพาะต่างๆ ด้วย เมื่อพูดถึงดอกไม้ เราก็มักจะนึกถึงสิ่งๆ หนึ่งที่มีขอบเขตอยู่ขอบเขตหนึ่งในรูปลักษณ์รูปลักษณ์หนึ่ง แต่โดยความจริงซึ่งแฝงอยู่นั้น สิ่งที่เรียกว่าดอกไม้นั้นย่อมกินเนื้อที่เชื่อมโยงกับแสงแดด กับฝน เนื้อดิน ท้องฟ้า และแสงแดด ตลอดจนหมู่แมลงซึ่งมาเกาะกินน้ำหวานจากเกสรด้วย เพราะทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนให้สิ่งที่เรียกว่าดอกไม้นั้นปรากฏขึ้นมาได้ ชื่อดอกไม้แม้จะทำให้รู้สึกถึงขอบเขตที่แคบ แต่ตัวของมันก็เนื่องโยงเป็นเนื้อเดียวกันกับสรรพสิ่งในสัมพันธภาพที่ลึกเร้นพิสดารนี้ด้ว

แม้ชื่อจะทำให้แคบ แต่ด้วยหลักแห่งสัมพันธภาพของความเป็นเนื้อเดียวกันจะช่วยให้เรามองว่า ซ่อนอยู่ในชื่ออันแคบนั้น คือ สัมพันธภาพที่ขยายใหญ่โยงไปยังทุกสรรพสิ่ง การเห็นความจริงเช่นนี้จะช่วยให้ทัศนะของเราที่มีต่อสิ่งที่มีชื่ออันแคบต่างๆ เป็นอิสระจากชื่อและเห็นความแผ่ผสานเป็นผืนเดียวกันของทุกสรรพสิ่งในสัมพันธภาพพิเศษนั้น

สรุปว่า ทุกอย่างปรากฏอยู่ในหนึ่งอย่างและหนึ่งอย่างประกอบไปด้วยทุกอย่างซ้ำซ้อนกันอยู่เป็นภาวะที่เรียกว่าชีวิต ซึ่งซ้อนทับอยู่กับภาวะที่เรียกว่าธรรมชาตินั่นเอง

-จิตใจ-

ซ้อนทับเร้นอยู่ในกระบวนการธรรมชาติและชีวิตนั้น คือ จิตใจ จิตใจก็เช่นเดียวกับดอกไม้และคนซึ่งชื่อมักจะถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อดวงตาของเราทอดสายตาไปถึงขอบฟ้าที่ไกลโน้นย่อมมีจิตใจแฝงอยู่ในเนื้อที่ของการรับรู้นั้น และเมื่อหูของเราได้ยินเสียงนกร้องกังวาลไพเราะมาจากที่ไกลๆ ระหว่างหูและเสียงย่อมมีจิตใจแฝงอยู่ในเนื้อที่ของการรับรู้นั้น และเมื่อจมูกของเราได้กลิ่นหอมหวานของจำปีป่าระหว่างจมูกและกลิ่นของจำปีย่อมมีจิตใจแฝงอยู่ในเนื้อที่ของการรับรู้นั้น และเมื่อเรารับรู้รสอันอร่อยของอาหารระหว่างลิ้นและอาหารย่อมมีจิตใจแฝงอยู่ในเนื้อที่ของการรับรู้นั้นด้วย และเมื่อจิตของเรารับรู้ถึงความคิดและความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นในตัวของมันระหว่างจิตและความรู้สึกและความคิดนั้นก็มีสภาวะของจิตใจที่เชื่อมระหว่างจิตและความคิดและความรู้สึกกินเนื้อที่แฝงอยู่

จิตใจจึงครอบคลุมเนื้อที่กว้างขวางเป็นสนามของการใช้ชีวิต และเป็นฐานของการดำเนินไปของชีวิต

จิตใจที่เห็นและเข้าถึงความจริงของสัมพันธภาพของธรรมชาติและความจริงของชีวิตย่อมทำให้การอยู่กับธรรมชาติและอยู่กับชีวิตเป็นไปอย่างผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว จิตใจเช่นนี้เป็นจิตใจที่มีคุณภาพแห่งความถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติและชีวิต ภาวะที่แนบสนิทอยู่กับจิตใจที่เห็นและเข้าถึงความจริงนี้ คือ สันติสุขที่มีลักษณะใสเย็นและกระจ่าง จิตใจเช่นนี้ย่อมมีสภาพใส ไม่ขุ่น ไม่เปื้อน ไม่สกปรก ทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นไปอย่างสอดคล้องกลมกลืน ไม่สะดุด

จิตใจเช่นนี้คือจิตใจซึ่งมีสภาวะแห่งปัญญาและสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัยเจืออยู่ทุกอณูของความเคลื่อนไหว จิตใจจึงมีลักษณะใส กว้าง บรรจุทุกอย่างได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกันทำให้การพบปะกับสิ่งต่างๆ เป็นไปอย่างยินดีต้อนรับและยืดหยุ่นอยู่กับสิ่งที่พบปะนั้นได้อย่างเหมาะสมและสันติสุขก็เป็นผลตามเนื่องกับจิตใจที่อิ่มเอมด้วยปัญญาและสัมมาทิฏฐินี้

เมื่อมีปัญญาและสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำการกระทำต่างๆ ที่ตามมาก็ย่อมเป็นไปอย่างประสานกลมกลืนกับภาวะที่แท้จริงของธรรมชาติและชีวิต การดำรงอยู่จึงเป็นไปอย่างสร้างสรรค์เช่นเดียวกับดอกไม้ที่แย้มบานอย่างสอดคล้องกับแสงแดด หยาดน้ำค้าง และสายลม จิตใจเช่นนี้เปรียบได้กับคุณภาพของน้ำที่สามารถปรับตนให้ดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับภาชนะต่างๆ ได้อย่างสนิท

แต่จิตใจที่ไม่เห็นและไม่เข้าถึงความจริงของสัมพันธภาพของธรรมชาติและความจริงของชีวิตจะนำความสะดุดบีบคั้นกดดันให้เกิดขึ้นเสมอ จิตใจเช่นนี้ย่อมวางตนได้ไม่กลมกลืนกับความจริงซึ่งปรากฏอยู่ล้อมรอบ แต่มันจะดำรงตนเหมือนกับก้อนหินอยู่ในแก้ว เมื่อเกิดการกระทบกันก็มักจะนำความกดดันบีบคั้นให้เกิดขึ้นเสมอ จิตใจเช่นนี้เป็นจิตใจที่ปิดกั้นไม่ให้เห็นความจริงซึ่งดำรงอยู่ในธรรมชาติและชีวิต และเป็นจิตใจที่ส่งผลให้ทุกขภาวะเกิดขึ้นกินเนื้อที่ในจิตใจและเนื้อที่แห่งสัมพันธภาพของทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วย

จิตใจที่ไม่เห็นและไม่เข้าถึงความจริงแห่งสัมพันธภาพของธรรมชาติและชีวิต เป็นจิตใจที่เจือไปซึ่งอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิหรือโมหะ อันเป็นภาวะที่การรับรู้จะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงของธรรมชาติ ทำให้เกิดการขังตัวเองอยู่ในฟองอากาศของการรับรู้และล่องลอยไปไม่ประจักษ์แจ้งถึงความโยงใยสัมพันธ์ที่ซ่อนเร้นอยู่กับตนเอง จิตใจเช่นนี้ตัดตนเองออกจากสายใยอันเป็นเนื้อเดียวกันของสรรพสิ่ง ออกมาสร้างอาณาเขตของตนเองอยู่และขังตัวเองอยู่ในอาณาเขตอันคาดเคลื่อนนั้น ความทุกข์ในความหมายของความรู้สึกบีบคั้นและความกดดันก็ปั่นป่วนจิตใจที่มีอาณาเขตอันคับแคบนี้ เพราะจิตใจในอาณาเขตอันคับแคบนี้มักจะหลงเข้าใจไปว่าส่วนเล็กๆ ของตนเองนี้เป็นส่วนใหญ่ของธรรมชาติ หรือมักเข้าใจไปว่าส่วนของธรรมชาติทั้งหมดนั้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของตน ซึ่งก็เกิดจากสำนึกที่รู้สึกถึงความสำคัญของอาณาเขตของตนจนกลายเป็นส่วนแปลกแยกออกจากสายใยของสัมพันธภาพอันลึกซึ้ง

ดอกบัวที่ถูกตัดขาดจากกิ่งก้านที่ต่อเนื่องอยู่กับอาหารลึกไปในโคลนตมย่อมแห้งเหี่ยว ฝ่อ เสื่อมสลาย และตายไปฉันใด อาณาเขตของจิตใจที่ตัดขาดจากโยงใยของความสัมพันธ์ก็ย่อมแห้งเหี่ยว ฝ่อ เสื่อมสลาย และตายไปฉันนั้น

-ภาวนา-

ภาวนาเป็นกระบวนการแห่งการยกระดับจิตใจซึ่งมืดมนไปสู่จิตใจซึ่งใสสะอาด ภาวนาเป็นการชำระความมืดมนของจิตใจให้หายไปจากเนื้อที่ของการรับรู้ ความมุ่งมั่นในการชำระความมืดออกจากจิตใจในที่สุดแล้วจะช่วยให้จิตใจผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับความเป็นจริงแห่งสัมพันธภาพของธรรมชาติ ภาวนาเป็นการฟื้นฟูความตายซึ่งหมายถึงการแข็งกระด้าง ไม่ยืดหยุ่นต่อสัมพันธภาพแห่งธรรมชาติซึ่งเป็นกระแสแห่งความเคลื่อนไหวให้มีชีวิตจนสามารถเคลื่อนไหวได้ทันกับความเคลื่อนไหวของธรรมชาติได้ ภาวนาจึงเป็นเหมือนกับการเดินให้ทันกับการเคลื่อนไหว เพื่อจะได้เป็นเนื้อเดียวกับความเคลื่อนไหว แทนที่จะหยุดเดินแล้วขัดขวางความเคลื่อนไหวไม่ให้เกิดขึ้น ภาวนาจึงเป็นความเคลื่อนไหวจนทันความเคลื่อนไหวและเป็นเนื้อเดียวกับความเคลื่อนไหว และเมื่อความเคลื่อนไหวผสานเป็นเนื้อเดียวกับความเคลื่อนไหวได้แล้ว ความสงบนิ่งจึงจะปรากฏขึ้นในความเป็นเนื้อเดียวกันของความเคลื่อนไหวนั้น

หากเราลองฝึกการเคลื่อนไหวของใจให้ทันกับลมหายใจ กับการเคี้ยวอาหาร กับการเดิน กับการฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหว กับการฟังเสียงคลื่นกระทบชายหาด ฟังเสียงเพื่อนพูด แล้วเคลื่อนไหวการพูดอย่างสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเพื่อน หรือเคลื่อนไหวให้ทันความคิด เมื่อนั้นความนิ่งสงบมั่นคงจะปรากฏอยู่ในจิตใจซึ่งเคลื่อนไหวทันกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

เมื่อดอกไม้ผลิบาน เติบโต และร่วงโรยไป ถ้าจิตใจเคลื่อนไหวทันในเช่นนี้ ความสงบลึกซึ้งก็เกิดขึ้น มันเป็นการยอมรับที่จะอยู่กับความเป็นจริงของความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขัดขืน แต่หากใจเรายื้ดยุดอยู่กับดอกไม้ไม่ให้มันร่วงโรย จิตใจย่อมเปื้อนด้วยความตาย ซึ่งหมายถึง การไม่ยอมเคลื่อนไหวให้ทันความจริง ความบีบคั้นกดดันจะเป็นภาวะที่ซ่อนเร้นอยู่กับจิตใจเช่นนี้เสมอ

ภาวนาจึงคือการกลับไปสู่ธรรมชาติและเป็นเนื้อเดียวกับธรรมชาติแห่งสัมพันธภาพและความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งนั่นเอง

-พุทธธรรม-

ซ่อนซ้อนอยู่ในธรรมชาติ ชีวิต จิตใจ และภาวนา คือ พุทธธรรม พุทธธรรมเป็นทั้งหมดของภาวะต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว พุทธธรรมคือธรรมชาติ พุทธธรรมคือชีวิต พุทธธรรมคือจิตใจ และพุทธธรรมคือภาวนา รู้พุทธธรรมก็คือรู้ธรรมชาติ รู้ธรรมชาติก็รู้ชีวิต รู้ชีวิตก็รู้จิตใจ รู้จิตใจก็คือรู้ภาวนา ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งเดียวกับกระแสสัมพันธภาพอย่างเป็นเนื้อเดียวกันของสรรพสิ่ง ซึ่งก็คือธรรมชาติ ซึ่งก็คือชีวิต ซึ่งก็คือจิตใจ และซึ่งก็คือภาวนา

พุทธธรรมจึงปรากฏอยู่ในก้อนเมฆสีขาวล่องลอยตามแรงลม พุทธธรรมจึงปรากฏในท้องฟ้าสีครามกินเนื้อที่กว้างไกลสุดสายตา พุทธธรรมจึงปรากฏอยู่ที่ต้นไม้สุงสง่าเสียดฟ้า และพุทธธรรมก็ปรากฏอยู่ในต้นหญ้าเล็กๆ ซึ่งแทรกตัวอยู่ข้างทางเดิน พุทธธรรมจึงปรากฏอยู่ในดวงตา ในหู ในจมูก ในลิ้น และพพุทธธรรมก็จะปรากฏอยู่ในดอกไม้สีสวยชูช่อไสวท่ามกลางอากาศเหน็บหนาว และพุทธธรรมก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าผู้คนซึ่งเดินผ่านเราไปในท้องถนน และก็ปรากฏอยู่บนรุ้งกินน้ำสีสวยงามทอดพาดคลอขอบฟ้าแสนไกล

พุทธธรรม คือ การดื่มด่ำกับสัจจะที่แท้จริงของธรรมชาติ และรู้เท่าทันความกดดันอันเกิดขึ้นจากความไม่สอดคล้องในการดำรงอยู่กับกระแสแห่งธรรมชาติจนสามารถฟื้นฟูจากความตายมาสู่การมีชีวิตที่อิ่มเอิบกับกระแสความเป็นจริงแห่งธรรมชาติได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

พุทธธรรมอยู่ในการพบปะกัน พุทธธรรมอยู่ในการจากลากัน พุทธธรรมอยู่ในรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และพุทธธรรมก็อยู่ในเสียงร้องไห้ของความเสียใจ พุทธธรรมอยู่ในเธอและพุทธธรรมก็อยู่ในฉัน และพุทธธรรมก็ดำรงอยู่ในระหว่างเธอและฉัน และแผ่นดิน และภูเขา และแม่น้ำ และลำธาร และท้องฟ้า และดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ และแสงดาวที่ระยิบระยับงามจับตาบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน

พุทธธรรมจึงคือทั้งหมดและทั้งหมดก็คือพุทธธรรม เข้าถึงพุทธธรรมคือการเข้าถึงทั้งหมด และเมื่อสามารถเข้าถึงทั้งหมดได้ก็คือการเข้าถึงพุทธธรรม

และท้ายสุด…พุทธธรรมคือบ้านมกรา และ บ้านมกราคือพุทธธรรม

โดย…รองศาสตราจารย์ ดร.โสรีช์ โพธิแก้ว

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ “บ้านมกรา” 22 – 25 มกราคม 2552 ที่สวนเพชรรีสอร์ต จังหวัดเพชรบุรี


ความเห็นล่าสุด

เมษายน 2014
พฤ อา
« ก.พ.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.